ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นแบบ K-Shaped เร่งดัน Buy Thai–ปลดล็อกการผลิต หวังเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต ดันจีดีพีภาคอุตสาหกรรม 1.4 แสนล้านบาท
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ซึ่งขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังประคองการขยายตัวได้ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงและมีลักษณะ K-shaped อย่างชัดเจน
ล่าสุดดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) เดือนกรกฎาคม ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีค่าดัชนีฯ อยู่ที่ 105.5 ขณะที่ขนาดย่อมอยู่เพียง 75.3 และรายกลุ่มอุตสาหกรรม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 109.0 เคมีภัณฑ์อยู่เพียง 59.7 และเป็นกลุ่มเดียวที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าเศรษฐกิจสองความเร็ว (Two-Speed Economy) เกิดขึ้นจริงทั้งในมิติขนาดกิจการและรายสาขา
การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate : CapU) เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 57.47 ลดลงร้อยละ 3.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ TISI ไตรมาส 2 เฉลี่ยอยู่ที่ 86.1
ทั้งนี้ วิเคราะห์ว่าการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำ มีสาเหตุแตกต่างกันสามลักษณะซึ่งต้องใช้มาตรการต่างกัน ได้แก่ 1.กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างด้านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ประกอบกับกำลังการผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศ เช่น เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี เหล็ก และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบการนำเข้าวัตถุดิบ
2.กลุ่มที่การผลิตถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขเชิงนโยบาย เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาเดินเครื่องเกือบเต็มกำลังมาโดยตลอด แต่เมื่อการส่งออกถูกจำกัดและคลังจัดเก็บน้ำมันสำเร็จรูปเต็มความจุ จึงจำเป็นต้องปรับการผลิตให้พอดีกับความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว และ
3.กลุ่มที่กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าการผลิตจากการลงทุนระลอกใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์และแผ่นวงจรพิมพ์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกของการลงทุนที่กำลังทยอยเดินเครื่อง
ทั้งนี้ การส่งออกที่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรกกระจุกตัวอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มอื่นโดยรวมยังขยายตัวได้จำกัด จึงสอดคล้องกับภาคการผลิตที่ยังฟื้นตัวจำกัด
สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ส.อ.ท. เสนอแนวทางสองด้านควบคู่กัน ด้านแรก คือ การสร้างแรงส่งจากอุปสงค์ภายในประเทศผ่านโครงการ Buy Thai โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสินค้าสำเร็จรูปที่มีการจ้างงานสูง และมีกำลังการผลิตเหลืออยู่มาก เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในครัวเรือน
ซึ่งปัจจุบันใช้กำลังการผลิตเพียงร้อยละ 37–50 จึงพร้อมเพิ่มการผลิตได้ทันทีเมื่อมีคำสั่งซื้อ และเป็นกลุ่มที่มีการจ้างงานสูง ตรงกับขาล่างของตัว K โดยการส่งเสริมช่องทางจำหน่าย และรณรงค์ให้คนซื้อสินค้าไทย ควบคู่กับการดูแลสินค้านำเข้าที่ทุ่มตลาด เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับสู่ผู้ผลิตไทยอย่างแท้จริง
ด้านที่สอง คือ มาตรการปลดล็อกข้อจำกัดการผลิต ได้แก่ การพิจารณาเปิดการส่งออกน้ำมันส่วนที่เกินจากความต้องการและปริมาณสำรองในประเทศอย่างมีเงื่อนไข โดยการดูแลราคาขายปลีกยังดำเนินการได้ผ่านกลไกค่าการกลั่นที่มีอยู่ การเร่งรัดโครงการก่อสร้างภาครัฐพร้อมส่งเสริมการใช้เกณฑ์ Made in Thailand (MiT) ซึ่งจะช่วยฟื้นคำสั่งซื้อเหล็กและวัสดุก่อสร้างโดยตรง ตลอดจนการดูแลความมั่นคงด้านวัตถุดิบและโครงสร้างราคาพลังงานของภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ประเมินว่าหากยกระดับ CapU เพิ่มขึ้น 5 จุด จากระดับปัจจุบันที่ประมาณร้อยละ 57.5 เป็นร้อยละ 62.5 จะช่วยเพิ่ม GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณ 140,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 ของ GDP โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปที่ Buy Thai เข้าถึงได้โดยตรง และอีกส่วนสำคัญมาจากการปลดล็อกเชิงนโยบายข้างต้น
ในอีกด้านหนึ่ง การลงทุนถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 9.1 และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 เร่งขึ้นจากร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก สะท้อนแรงส่งของการลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพ โดยเฉพาะเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ และ Data Center
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญ คือ การทำให้การลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศได้กว้างขึ้น โดยปัจจุบันโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรกมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด
Facts Only
* The Thai economy expanded by 1.9% in the second quarter of 2026 compared to the same period last year.
* Industrial confidence index (TISI) for large operators in July was 105.5, and for small operators was 75.3.
* The electricity and electronics sector registered a TISI of 109.0.
* The chemical sector had a TISI of 59.7 and decreased continuously.
* Private sector consumption expanded by 1.9% in Q2, slowing from 3.3% in the previous quarter.
* The average Capacity Utilization Rate (CapU) was 57.47%, a decrease of 3.2% year-over-year.
* TISI for Q2 averaged 86.1.
* Export growth in the first half was concentrated in the electronics sector.
* Investment in Q2 expanded by 9.1%, and private sector investment expanded by 13.4%.
* Projects approved for investment in the first half utilized approximately 42% of total material and component costs domestically.
Executive Summary
Full Take
The narrative presented frames economic recovery through a "Two-Speed Economy" characterized by sectoral divergence, suggesting that aggregate growth masks deep structural disparities. The key pattern emerging is the tension between macroeconomic indicators (like GDP growth) and micro-level operational realities (sectoral confidence and capacity utilization). The push for domestic demand via Buy Thai alongside policy liberalization efforts reveals an attempt to manage this dichotomy: stimulating consumption while simultaneously easing supply-side constraints. A critical underlying assumption is that unlocking production (e.g., through conditional export or relaxed limits) will translate directly into GDP gains, quantified as 140,000 million baht from a modest CapU increase. The analysis relies heavily on the argument that supply-side bottlenecks—driven by energy costs and external supply constraints—are the primary impediments to realizing potential growth, rather than purely demand-side issues. The focus on infrastructure linking production (MiT) with consumption (Buy Thai) suggests an awareness that systemic improvement requires simultaneous action on both demand generation and physical capacity release. The missing piece is a deeper examination of how policies designed to alleviate cost pressures might interact with the divergent structural constraints identified across different industry groups.
Bridge Questions: If the growth derived from increased CapU is heavily weighted toward the consumer goods sector addressed by Buy Thai, what are the systemic risks if policy adjustments primarily benefit high-employment segments while exacerbating conditions for less-represented industrial groups? How do the observed divergence in TISI scores reflect genuine market segmentation or flawed confidence measurement? What are the long-term equilibrium effects of relying on conditional export policies versus fully liberalized markets for energy resources?
Sentinel — Human
The text reads as an in-depth analysis by an industry expert, effectively synthesizing economic indicators with specific structural challenges and proposing context-sensitive policy solutions.
