รัฐบาลสหรัฐฯ คืนเงิน “ภาษีทรัมป์” ให้แก่ภาคธุรกิจแล้วกว่า 3.3 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่ศาลสูงสุดสั่งให้ยกเลิกภาษีดังกล่าว โดยเงินจำนวนนี้คิดเป็น 60% ของเงินทั้งหมดที่รัฐต้องจ่ายคืน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คืนเงินภาษีศุลกากร “วันปลดแอก” (Liberation Day) ซึ่งเป็นภาษีต่างตอบแทนที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกไปแล้วกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) โดยคืนให้แก่ภาคธุรกิจที่ต้องจ่ายภาษีดังกล่าวโดยตรง
ข้อมูลจากคำร้องต่อศาลล่าสุดของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 60% ของรายได้ภาษีทั้งหมดที่รัฐบาลเก็บรวบรวมได้ภายใต้นโยบายนี้
อย่างไรก็ตาม เงินอีกจำนวนไม่น้อยยังคงไม่มีการจ่ายคืน โดยเงินที่ต้องคืนเกือบ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานด้านการค้า ขณะที่อีก 1.6 พันล้านดอลลาร์ยังคงค้างอยู่เนื่องจากผู้นำเข้ายังไม่ได้แจ้งข้อมูลบัญชีธนาคาร
การคืนเงินดังกล่าวเกิดขึ้นตามคำตัดสินครั้งสำคัญของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งผู้พิพากษาลงความเห็นว่าการจัดเก็บภาษีนำเข้าเป็นวงกว้างภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินนั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
ก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวได้อ้างกฎหมายปี 2520 ที่ชื่อว่า กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “ควบคุม” การค้าเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทว่ามาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงคัดค้านอย่างหนักทั้งในและต่างประเทศจากบริษัทต่างๆ ที่ต้องเผชิญกับภาษีที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันสำหรับการนำสินค้าเข้าสู่สหรัฐฯ รวมถึงความกังวลว่าภาษีเหล่านี้จะนำไปสู่ราคาสินค้าที่แพงขึ้น
ผู้ที่ต้องจ่ายภาษีดังกล่าวไม่ใช่รัฐบาลต่างประเทศหรือผู้ส่งออกต่างชาติ แต่เป็นภาคธุรกิจในสหรัฐฯ และผู้นำเข้าเมื่อสินค้ามาถึงด่านศุลกากร ภาษีที่สูงขึ้นจะเพิ่มค่าใช้จ่ายล่วงหน้าของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งตามปกติแล้ว บริษัทต่างๆ มักจะส่งต่อภาระต้นทุนส่วนนี้ไปยังผู้บริโภคด้วยการเพิ่มราคาขายปลีก
นับตั้งแต่มีคำตัดสินของศาลสูงสุด บริษัทรายใหญ่หลายแห่งของอเมริกาได้ยื่นขอคืนเงินเป็นจำนวนมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายศุลกากรสหรัฐฯ มีเพียงผู้นำเข้าที่จ่ายภาษีโดยตรงเท่านั้นที่จะสามารถยื่นขอคืนเงินได้ ส่งผลให้การเยียวยาผู้บริโภคขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบริษัทเอง
คาดกันว่ายอดการจ่ายคืนภาษีโดยรวมจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากศุลกากรสหรัฐฯ ยังคงตรวจสอบคำร้องที่ค้างอยู่ และผู้นำเข้าทยอยอัปเดตข้อมูลบัญชีธนาคาร
ทั้งนี้ แม้ศาลสูงสุดจะปฏิเสธการใช้กฎหมาย IEEPA ในการเก็บภาษีเพิ่มเติมแล้ว แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็บังคับใช้มาตรการภาษีถ้วนหน้า 10% แทนที่ทันที
มาตรการดังกล่าวหมดอายุลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม และถูกแทนที่ด้วยภาษีใหม่ที่จัดเก็บกับพันธมิตรทางการค้า 60 ประเทศ โดยอ้างข้อกล่าวหาว่าพันธมิตรทางเศรษฐกิจหลักเหล่านี้ล้มเหลวในการจัดการปัญหาการบังคับใช้แรงงานอย่างเหมาะสม
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc
Facts Only
* The U.S. government returned over 3.3 trillion baht in customs duties from the "Liberation Day" tax to the business sector.
* This returned amount is 60% of the total tax revenue collected under this policy.
* The return followed a Supreme Court decision in February that found the imposition of import taxes under emergency economic powers was unlawful.
* The U.S. Department of Customs and Border Protection (CBP) data indicates that nearly 29 trillion US dollars remain under review, and 1.6 billion US dollars is pending due to missing importer bank account information.
* The tax was levied on goods imported from all countries globally.
* Before the Supreme Court ruling, the administration cited the International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) to authorize trade controls.
* The imposition of these taxes primarily affected U.S. businesses and importers, who passed costs to consumers via higher retail prices.
* The executive branch implemented a 10% universal tax measure instead of additional duties.
* This 10% measure expired in late July and was replaced by new taxes on 60 trading partners due to alleged failures in labor enforcement.
Executive Summary
Full Take
Sentinel — Human
The text functions as a factual report synthesizing a complex legal and economic shift, demonstrating a structure typical of journalistic analysis rather than purely generative content.
